EPA และ DHA: ไขความลับที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมหมอและนักโภชนาการถึงแนะนำให้เรากินปลาทะเลหรือน้ำมันปลาเป็นประจำ? คำตอบอยู่ที่สารอาหารสำคัญสองตัวที่เรียกว่า EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งเป็นกลุ่มกรดไอโซแฟตตี้โอเมก้า-3 ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่า EPA และ DHA มีความสำคัญอย่างไร ต้นกำเนิดที่แท้จริงคืออะไร และทำไมเราถึงต้องเสริมให้เพียงพอ
🌊 ต้นกำเนิดที่แท้จริง: ไม่ใช่ปลา แต่คือแพลงก์ตอน!
หลายคนเข้าใจผิดว่าปลาทะเลคือแหล่งกำเนิดของโอเมก้า-3 แต่ความจริงแล้ว ต้นทางที่แท้จริงของ EPA และ DHA อยู่ที่แพลงก์ตอนพืช (Microalgae) ที่อาศัยอยู่ในทะเล
กระบวนการเกิดขึ้นแบบนี้:
- แพลงก์ตอนพืช สังเคราะห์ EPA และ DHA ในทะเล
- ปลาเล็ก กินแพลงก์ตอนและสะสม EPA/DHA ไว้ในตัว
- ปลาใหญ่ กินปลาเล็กและสะสมเพิ่มขึ้น
- มนุษย์ กินปลาแล้วได้รับ EPA/DHA มาอีกทอด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน ซาร์ดีน และแมคเคอเรล ถึงมี EPA/DHA สูง เพราะพวกมันอยู่ในห่วงโซ่อาหารที่สะสมสารนี้จากแพลงก์ตอน
🧬 ทำไมร่างกายต้องได้รับเพิ่ม?
มนุษย์สร้าง EPA และ DHA เองไม่ได้เพียงพอ
แม้ว่าเราจะกินกรดไขมัน ALA (Alpha-linolenic Acid) จากพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย หรือวอลนัต แต่ร่างกายเราเปลี่ยน ALA เป็น EPA/DHA ได้น้อยมาก:
- ผู้ชาย: เปลี่ยนเป็น EPA ได้เพียง 0.2–0.8% และ DHA น้อยกว่า 4%
- ผู้หญิง: เปลี่ยนได้ดีกว่าเล็กน้อย ประมาณ 9% (เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยในกระบวนการเปลี่ยน)
ด้วยอัตราการเปลี่ยนที่ต่ำมาก จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้ EPA/DHA เพียงพอจากการกินแต่พืช นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องได้รับโดยตรงจากอาหาร
✨ ประโยชน์ที่สำคัญของ EPA และ DHA
🧠 DHA → สมองและดวงตา
- เป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์สมองและจอประสาทตา
- ช่วยเรื่องความจำ การเรียนรู้ และการทำงานของสมอง
- สำคัญมากในช่วงตั้งครรภ์และวัยเด็กเล็กสำหรับพัฒนาการสมอง
- ช่วยรักษาสุขภาพการมองเห็น ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
❤️ EPA → หัวใจและการอักเสบ
- ลดการอักเสบในร่างกาย (Anti-inflammatory)
- ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
- ช่วยลดความดันโลหิต
- มีผลดีต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ช่วยลดอาการซึมเศร้า
🍽️ แหล่งอาหารที่ดีของ EPA และ DHA
1. ปลาทะเลน้ำลึก (มีมากที่สุด)
- แซลมอน
- ซาร์ดีน
- แมคเคอเรล
- ทูน่า
- เฮอริ่ง
- แอนโชวี
แนะนำ: กินปลาทะเล 2-3 มื้อต่อสัปดาห์
2. น้ำมันปลา (Fish Oil)
- สกัดจากปลาทะเล
- มี EPA/DHA เข้มข้น
- เหมาะสำหรับคนที่กินปลาไม่ได้หรือไม่ชอบกินปลา
3. น้ำมันสกัดจากสาหร่าย (Algae Oil) ⭐
- สกัดตรงจากแพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็นต้นทางแท้จริง
- ไม่มีกลิ่นคาว ไม่มีโลหะหนัก
- เหมาะสำหรับมังสวิรัติ/วีแกน
- เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าน้ำมันปลา
- มักมี DHA สูง เหมาะสำหรับสมอง
💊 ควรกินเท่าไหร่?
คำแนะนำทั่วไป:
- EPA + DHA รวม: 250-500 มก./วัน สำหรับคนทั่วไป
- สตรีตั้งครรภ์/ให้นมบุตร: 200-300 มก. DHA/วัน
- ผู้ที่มีปัญหาหัวใจ: อาจต้องการมากขึ้น (ตามคำแนะนำแพทย์)
🌱 ทางเลือกสำหรับคนมังสวิรัติ
สำหรับผู้ที่ไม่กินปลา น้ำมันสาหร่าย (Algae Oil) คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะ:
- ได้ EPA/DHA โดยตรงจากแหล่งต้นทาง
- ไม่ต้องพึ่งปลาหรือสัตว์ทะเล
- ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนเช่นโลหะหนัก
- ย่อยสลายได้ง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด
✅ สรุป
ร่างกายเราสร้าง EPA และ DHA เองไม่ได้ เราต้องพึ่งพาอาหารหรืออาหารเสริม และที่สำคัญคือ ต้นกำเนิดจริงของสาร EPA/DHA อยู่ที่แพลงก์ตอนพืชในทะเล ไม่ใช่ปลา ปลาเป็นเพียงตัวกลางที่สะสมสารเหล่านี้ไว้
การได้รับ EPA/DHA เพียงพอมีความสำคัญต่อ:
- 🧠 สุขภาพสมองและความจำ
- 👁️ การมองเห็น
- ❤️ หัวใจและหลอดเลือด
- 🔥 การควบคุมการอักเสบในร่างกาย
- 😊 อารมณ์และสุขภาพจิต
ไม่ว่าคุณจะเลือกกินจากปลาทะเล น้ำมันปลา หรือน้ำมันสาหร่าย สิ่งสำคัญคือต้องให้ร่างกายได้รับ EPA/DHA อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
📖 อ้างอิงงานวิจัย:
- Remize, M. (2021). Microalgae n-3 PUFAs Production and Use. PMC7922858
- Qin, J. (2023). Biotechnological production of omega-3 fatty acids. Frontiers in Microbiology
- Bailey, E., et al. (2024). Microalgal oil as an alternative source of essential nutrients omega-3 DHA and EPA. ResearchGate
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการเท่านั้น หากมีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ

Comments
Post a Comment